วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส : ความสัมพันธ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส : ความสัมพันธ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
...
...
ปีพุทธศักราช2054 รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่2 กษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา เสวยเศวรตฉัตร ณ กรุงศรีอยุธยา โดยมีอุปราชคือ สมเด็จพระอาทิตยวงศ์(พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชหน่อพุทธางกูร ในภายหน้า)ครองราชย์ ณ เมืองพระพิษณุโลกสองแคว ราชธานีฝ่ายเหนือ ในรัชสมัยนั้นบ้านเมืองร่มเย็นเป็นปกติสุข ไม่มีข้าศึกใดมารุกราน

ในปีนั้น "โปรตุเกส" เป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อกับอยุธยา วาสโก ดา กามา ผู้ที่เดินทางมายังดินแดนตะวันออกแลเห็นว่าทางตะวันออกมีสินค้าที่ทางตะวันตกต้องการมากมาย อยุธยามีสิ้นค้าทั้งจากจีน ญี่ปุ่น ญวน อินเดีย เปอร์เซีย มากมาย ซึ่งจะนำผลกำไรมาให้โปรตุเกสเป็นอันมาก

กาลต่อมา โปรตุเกสแล่นเรื่อมายังมะละกาและต้องการมะละกาไว้เป็นสถานีการค้าและเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในตะวันออกไกล แต่เนื่องด้วยมะละกาเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยา โปรตุเกสจึงส่งเฟอนันเดส เป็นทูตถือหนังสือของ อัลฟอนโซ อัลบูเกิร์ก มาทูลขอเมืองมะละกาจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 คณะฑูตไทยได้เดินทางไปยังเมืองมะละกาเพื่อนำพระราชสาสน์จากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ไปให้ อัลฟอนโซ อัลกูเกิร์ก และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โปรตุเกสได้แต่งตั้งให้ คูร์อาเต โกเอโย เป็นราชทูตเข้ามาทำสัญญาพระราชไมตรีกับอยุธยา สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยาและโปรตุเกสเป็นไปด้วยดี กษัตริย์อยุธยาทรงอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสตั้งห้างค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด แต่ยังมิได้ให้ตั้งหลักแหล่งในราชธานีอย่างถาวรเพราะทางราชสำนักไม่ไว้วางใจ เกรงว่าอาจมีการก่อกบฎ

ปีพุทธศักราช 2081 รัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช พระเจ้าหงษาวดีตะเบ็งชะเวตี้ได้ยกทัพไปตีเมืองเชียงกราน เชียงกรานอยู่ในขอบเขตของอยุธยา สมเด็จพระไชยราชาได้เสด็จยกทัพชัยชิงเมืองคืน ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในอยุธยาส่วนหนึ่ง ได้เข้าร่วมเป็นกองทหารอาสาโปรตุเกส ทหารโปรตุเกสใช้ศาตราวุธใหม่อันได้แก่ปืนไฟ ทำให้ชนะศึกเชียงกราน สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงพอพระทัย ได้ประธานที่ดินให้ตั้งหมู่บ้านโปรตุเกสบริเวณเหนือคลองเคียน และ ทรงพระราชานุญาติให้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ และ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้

รัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นระยะที่กรุงศรีอยุธยาสงบสุข อยุธยาจึงฟื้นฟูประเทศให้รุ่งเรือง สมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถทรงส่งคณะฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับโปรตุเกสในขณะเดียวกันก็ทรงมีสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติอื่นๆในขณะเดียวกันประเทศที่เป็นคู่แข่งสำคัญของโปรตุเกสคือฮอลันดา ทั้งนี้เนื่องจากโปรตุเกสเข้าร่วมกับสเปนและขณะนั้นสเปนไม่ถูกกับฮอลันดาจึงเป็นสาเหตุให้โปรตุเกสพลอยเป็นศัตรูกับฮอลันดาไปด้วย โปรตุเกสพยายามจะแข่งขันกับฮอลันดา โดยโปรตุเกสได้ให้บาทหลวงฟรานซิสโกเดินทางเข้ามาติดต่อกับอยุธยา เรื่องการค้าและเสนอให้กษัตริย์อยุธยาขับไล่ฮอลันดาออกจากอยุธยา แต่กษัตริย์อยุธยาไม่เห็นด้วย เพราะให้ความเสมอภาคแก่ชาวต่างชาติเสมอเหมือนกัน การแข่งขันระหว่างโปรตุเกสกับฮอลันดาเริ่มลุกลาม โดยโปรตุเกสไปยึดเรือของฮอลันดาไว้และอยุธยาได้ไกล่เกลี่ยจนตกลงกันได้แต่โปรตุเกสก็ยังก่อการเช่นเดิมหลายครั้ง

รัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสไม่ราบรื่นและห่างเหินกัน จนกระทั่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีนโยบายสนับสนุนการค้า และติดต่อกับต่างประเทศ สัมพันธไมตรีระหว่างไทยกับโปรตุเกสจึงได้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งมรดกทางวัฒนธรรมของโปรตุเกสที่มีในสมัยอยุธยาและสืบเนื่องมาถึงสมัยปัจจุบัน คือการสถาปนาคริสตศาสนานิกายคาทอลิกในราชอาณาจักร

สตรีชาวโปรุเกสได้นำขนมประจำชาติมาเผยแผ่จนเป็นที่นิยมในราชสำนัก โยมาดามมารีกีมาร์รู้จักกันในนามว่าท้าวทองกีบม้าซึ่งเป็นภรรยาของออกญาวิไชเยนทร์ ต่อมาเป็นผู้ควบคุมเครื่องเสวยของกษัตริย์อยุธยา ท้าวทองกีบม้าได้เป็นต้นตำหรับของขนม ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง และขนมผิง ขนมหม้อแกงมีข้อน่าสังเกตุประการหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับโปรตุเกส คือ ถึงแม้ชาวโปรตุเกสไม่ได้รับผลสำเร็จทางการค้าในราชอาณาจักรไทย แต่กลับปรากฎว่าชาวโปรตุเกสมาตั้งรกรากและสมรสกับสตรีไทยเพื่อเผยแผ่ศาสนา และหลังจากรัชสมัยพระเทพราชา ชาวต่างชาตือื่นๆจะอพยพออกจากไทย แต่ชาวโปรตุเกสก็ยังอยู่ แม้กรุงศรีอยุธยาจะไม่ได้เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการค้า ชาวโปรตุเกสก็ยังคงอยู่ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น: